วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กรณีศึกษา ร้านก๋วยเตี๋ยว


ให้นักศึกษาทำกรณีศึกษาต่อไปนี้
(รายละเอียดศึกษาได้จากวารสาร Eworld ฉบับเดือนพฤษภาคม 2547)
คุณเอกชัย ฤชุทัศน์สกุล เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวปลา ได้นำเทคโนโลยีพีดีเอมาใช้ในการขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งปัญหาของระบบการสั่งซื้อก๋วยเตี๋ยวแต่เดิม คือ ความผิดพลาดในรายละเอียดของก๋วยเตี๋ยวที่สั่ง เช่น ไม่ใส่ถั่วงอก ไม่ใส่กระเทียมเจียว ทำให้การสั่งอาหารเกิดความล่าช้า ลูกค้าต้องคอยนานซึ่งความผิดพลาดในลักษณะนี้อาจเกิดความไม่พอใจของลูกค้าได้ ดังนั้นคุณเอกชัย จึงนำเครื่องพีดีเอมาประยุกต์ใช้งานควบคุมกับโปรแกรมสั่งอาหาร ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเลขที่โต๊ะอาหาร หมวดของอาหาร ข้อมูลอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนข้อมูลผู้ใช้ เช่น รหัสผ่านและการกำหนดสิทธิ์ ภายในร้านก๋วยเตี๋ยวมีการติดตั้งแอกเซสพอยท์ (Access Point) เพื่อรับส่งข้อมูลการสั่งอาหารจากพ็อกเก็ตพีซี เพื่อไปปรับปรุงฐานข้อมูลระบบที่เซิร์ฟเวอร์ในสำนักงาน และจะมีการอัพเดทการสั่งอาหารไปยังห้องครัว พนักงานยังสามรถคิดค่าอาหารจากพ็อกเก็ตพีซี นอกจากนี้ระบบยังสามารถจัดทำรายงานเพื่อการบริหารจัดการต่างๆได้ เช่น รายงานยอดขาย รายงานสรุปรายการอาหารที่ขาย เป็นต้น 

คำถาม
(1) ประโยชน์ที่ได้จากการนำพีดีเอมาใช้ในธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวมีอะไรบ้าง
ตอบ       -ทำให้การปฏิบัติงานของพนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งด้านการ บริหารที่รวดเร็วและการช่วยลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานร้านก๋วยเตี๋ยว 
                -ได้พัฒนาการบริการโดยการนำเครื่อง PDA เข้ามาช่วยในการรับรายการอาหาร ทำให้การบริการรวดเร็วขึ้น ลูกค้าได้รับอาหารที่ถูกต้องแม่นยำ
- เมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจในการบริการ เพราะไม่ต้องใช้เวลาในการรออาหารนานเกินไปและเกิดความอยากใช้บริการในครั้งต่อไป

(2) ท่านคิดว่ามีข้อจำกัดหรือปัญหาอะไรบ้างในการนำเทคโนโลยีพีดีเอมาใช้ในธุรกิจนี้
ตอบ       ข้อจำกัดในด้านของเงินทุน เนื่องจาก เครื่องพีดีเอในปัจจุบันยังมีราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นจะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการรับ - ส่งขอมูล จึงทำให้ธุรกิจต่างๆที่จะนำ เครื่องพีดีเอมาใช้ในการประกอบการนั้นอาจจะมีเงินทุนไม่เพียงพอ

(3) ธุรกิจใดบ้างที่สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ จงอธิบาย
ตอบ       ร้านบิงซู


เพราะเป็นธุรกิจที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จ สามารถนำเครื่องพีดีเอมาประยุกต์ใช้งานควบคุมกับโปรแกรมสั่งอาหาร ซึ่งมีข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เพื่อรับส่งข้อมูลการสั่งอาหาร จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการบริหารร้านได้เป็นอย่างดี

โปรแกรมในการจัดการฐานข้อมูล “Firebird”


โปรแกรมในการจัดการฐานข้อมูล “Firebird”


Firebird เป็นฐานข้อมูล Free OpenSource RDBMS ตัวนึงที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยมีขนาดรวมของระบบเล็กมาก (น้อยกว่า 10 MB) ถือว่าเป็น RDBMS ที่สามารถติดตั้งและใช้งานจริงบนเครื่องจนๆ RAM ประมาณ 256 MB ได้อย่างสบาย
Firebird สนับสนุนลูกเล่นของ RDBMS ครบถ้วนทั้ง Trigger, Stored Procedure โดย Firebird สามารถติดตั้งได้บน Platform ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Windows, Linux, Unix และ Mac OS X จึงทำให้ Firebird มีความยืดหยุ่นเพราะสามารถประยุกต์ใช้กับระบบทั้งเล็กและใหญ่ได้แต่คงต้องยอมรับว่าถ้าเปรียบเทียบความ Friendly ในการใช้งานและความง่ายในการเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งหัด ใช้งาน RDBMS ก็คงยังสู้เจ้า Microsoft SQL Server ไม่ได้ แต่ถ้าเอาประสิทธิภาพมาเป็นตัวตั้ง และ ความยืดหยุ่นในการ Scale ไปสู่ Platform ที่ใหญ่ขึ้น Firebird คุ้มค้าต่อการเรียนรู้

คุณสมบัติของ Firebird
1. สามารถรันได้หลาย Platform มานานแล้วอย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 1999 ที่ผมเริ่มใช้ สำหรับโอเอสที่รันได้มี linux ,windows ,netware ,solaris ,freebsd ,HP-UX ,AIX ,Win CE สุดท้ายตามด้วย Mac OS
2. ผ่านการรับรองมาตรฐาน SQL-Standard ANSI-92
3. มี Trigger และ Store Procedure ให้ใช้เป็นการลดการ Programming ไปได้มาก และทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น
4. ไฟล์ของ Database เป็นแบบเดี่ยว หมายถึง เราสร้าง Database test ขึ้นมา เราจะได้แฟ้ม test.gdb มาหนึ่งตัว ซึ่งภายในจะประกอบไปด้วยหลาย ๆ Table เวลาจะ Move ไปไหนจึงช่วยให้ไม่หลงลืม
5. สามารถ Split File ได้ เช่น ไฟล์ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่เกิน 2 GB บน Linux จะไม่สามารถ handle ไฟล์ได้เกินกว่า 2 GB ( Linux รุ่นเก่า) เราสามารถแยกไฟล์ออกเป็นไฟล์ย่อย ๆ ได้ เช่น สมมุติว่า test.gdb ขนาด 5 GB เราสามารถแตกออกเป็น test.gdb ขนาด 2 GB, test.gd0 ขนาด 2 GB และ test.gd1 ขนาด 1 GB ได้ แต่เวลา Run จะมองผ่านไฟล์ test.gdb เพียงตัวเดียว เมื่อถึงข้อมูลที่ต้องมองในลำดับถัดไปมันจะทำงานเอง
6. ระบบ Backup Online คือ เราสามารถ Backup ได้ในขณะที่ผู้ใช้กำลังใช้งานอยู่
7. บน Linux สามารถ Run ได้ทั้งแบบ Classic หรือ Super Server แต่ถ้าหากใช้ Windows จะทำได้เฉพาะแบบ Super Server เท่านั้น ซึ่งการ Run แบบ Classic หมายถึง user connect เข้า gdb มาจะนับ 1 process ส่วนแบบ Super Server จะรันเพียงโปรเซสเดียวแล้วไปแตก thread ภายใต้โปรเซสอีกที แต่ข้อเสีย คือ จะต้องสิ้นเปลืองหน่วยความจำมากเช่นกัน
8. การโอนข้อมูลไปมาระหว่าง Windows กับ Linux ทำได้สะดวก ในกรณีที่มีการแอกเซสข้อมูลของ Interbase บนเครื่อง Windows แล้วอยากจะนำไปวิ่งบน Linux ถ้าทำตามสูตร คือ ต้อง Backup ที่ Windows ก่อน เสร็จแล้วต้องนำมา Restore บน Linux จากการทดสอบ Copy ไฟล์เข้า Linux ก็สามารถทำงานได้เลยเช่นกัน
9. มีเครื่องมือต่าง ๆ ในการสร้าง Firebird Database มากมาย ทั้งฟรีและไม่ฟรี ไปเสาะหากันได้ที่เว็บไซต์ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น หรือจะพิมพ์สั่งที่เซิร์ฟเวอร์โดยใช้ SQL Command โดยตรงก็ได้

การติดตั้ง Firebird
การติดตั้ง Firebird บน Windows ถือเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับ Firebird มาก่อน ในระหว่างการติดตั้งก็คือ Architecture ของ Firebird ซึ่งมี 2 แบบคือ Classic และ Supper Server สำหรับผู้ที่ยังใหม่กับ Firebird และ ติดตั้งบน Platform ของ Windows ขอแนะนำให้เลือกแบบ Supper Server เมื่อทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้วจะเกิด Service ขึ้นมา 2 ตัว ชื่อ Firebird Guardian และ Firebird Server โดยตัวที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านฐานข้อมูลก็คือ Firebird Server ส่วน Firebird Guardian นั้นจะเป็น Service ที่คอยตรวจสอบดูว่า Firebird Server นั้นมีการ Crash หรือไม่ หากมีการ Crash ก็จะได้ทำหน้าที่ Start Firebird Server ขึ้นมาใหม่ ดังนั้นในช่วงของการพัฒนาโปรแกรมเราอาจจะประหยัดทรัพยาการของเครื่องโดยการ Stop Firebird Guardian ก็ได้


แบบฝึกหัด บทที่ 3


แบบฝึกหัด บทที่ 3
1. จงเรียงลำดับชั้นโครงสร้างข้อมูลจากเล็กไปหาใหญ่
ตอบ  โครงสร้างข้อมูลมีรูปแบบเป็นลำดับขั้นโดยเริ่มด้วยหน่วยที่เล็กที่สุดคือ บิต(Bit) ไบต์(Byte) เขตข้อมูล(Field) ระเบียนข้อมูล(Record) และไฟล์(File)

2. DBMS หมายถึง
ตอบ  หมายถึง ซอฟต์แวร์สำหรับบริหารและจัดการฐานข้อมูล เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวกและมีประสิทธิภาพ

3. จงยกตัวอย่างการใช้ฐานข้อมูลในงานธุรกิจ
ตอบ       1. ประยุกต์ใช้ในงานด้านการศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ การสืบค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต
2. ใช้ในงานทะเบียนของสถานศึกษา เช่น งานรับมอบตัว งานทะเบียนเรียนรายวิชา งานประมวลผลการเรียน งานตรวจสอบผู้จบการศึกษา งานส่งนักศึกษาฝึกงาน
3. ประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขและการแพทย์  เช่น ด้านการลงทะเบียนผู้ป่วย การสนับสนุนการรักษาพยาบาล
4. ประยุกต์ใช้ในงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ลดแรงงาน โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ทำงาน
5. ประยุกต์ใช้ในสำนักงานภาครัฐและเอกชน เช่น การทำบัตรประจำตัวประชาชน การเกิด การตาย การเสียภาษีอากร การทำใบอนุญาตขับรถยนต์ การจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ การประมวลผลคะแนนเลือกตั้ง

4. รูปแบบของฐานข้อมูลแบ่งเป็นกี่รูปแบบ อะไรบ้าง
ตอบ รูปแบบของฐานข้อมูลแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
1. แบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น (Hierarchical Database Model)
2. แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย (Network Database Model)
3. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Model)

5. จงบอกปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการแฟ้มข้อมูล
ตอบ       1. ความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy) การเก็บข้อมูลมากกว่าหนึ่งแห่ง ทำให้ยากต่อการควบคุมความถูกต้องให้ตรงกันของข้อมูล
2. ความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม (Program-Data Dependence) เป็นความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม โดยการเรียกใช้ข้อมูลต้องมีโปรแกรม หากเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือโครงสร้าง จะมีผลกระทบต่อโปรแกรม ทำให้ต้องตามแก้โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษาโปรแกรม
3. การไม่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Lack of Data sharing) มีการจัดเก็บข้อมูลแยกจากกันทำให้ความพร้อมการใช้ข้อมูลยาก ไม่สามารถนำข้อมูลจากหลายแฟ้มมาใช้งานร่วมกันได
4. การขาดความร่วมมือ (Lack of Flexibility) ระบบแฟ้มข้อมูลขาดความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการใหม่ ๆ
5. การขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี (Poor Security) การป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูล มีขอบเขตความสามารถจำกัด



บทที่ 3 ฐานข้อมูล และคลังข้อมูล


บทที่ 3 ฐานข้อมูล และคลังข้อมูล
โครงสร้างข้อมูล
                มีรูปแบบเป็นลำดับชั้นโดยเริ่มด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด คือ บิต(Bit) ไบต์(Byte)  เขตข้อมูล(Field) ระเบียนข้อมูล(Record) และไฟล์(File)  ตามลำดับ
-                               บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเลขฐานสอง 0 กับ 1
-                               ไบต์ (Byte) ประกอบด้วยบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อกัน 8 บิต มาเรียงต่อกันเป็น 1 ไบท์ สร้างรหัสแทนข้อมูลใช้แทนอักขระ เป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ ได้ทั้งหมด 28 = 256 ตัว
-                               เขตข้อมูล (Field) เป็นการนำข้อมูลหลายอักขระมารวมกันเป็นคำให้เกิดความหมาย
-                               ระเบียนข้อมูล (Record) กลุ่มของเขตข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมารวมกัน
-                               ไฟล์ (File) คือ กลุ่มของระเบียนข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันนำมาจัดเก็บไว้ด้วยกัน

ปัญหาเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูล
1. ความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy) การเก็บข้อมูลมากกว่าหนึ่งแห่ง ทำให้ยากต่อการควบคุมความถูกต้องให้ตรงกันของข้อมูล
2. ความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม (Program-Data Dependence) เป็นความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม โดยการเรียกใช้ข้อมูลต้องมีโปรแกรม หากเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือโครงสร้าง จะมีผลกระทบต่อโปรแกรม ทำให้ต้องตามแก้โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษาโปรแกรม
3. การไม่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Lack of Data sharing) มีการจัดเก็บข้อมูลแยกจากกันทำให้ความพร้อมการใช้ข้อมูลยาก ไม่สามารถนำข้อมูลจากหลายแฟ้มมาใช้งานร่วมกันได
4. การขาดความร่วมมือ (Lack of Flexibility) ระบบแฟ้มข้อมูลขาดความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการใหม่ ๆ
5. การขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี (Poor Security) การป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูล มีขอบเขตความสามารถจำกัด

แนวทางในการใช้ฐานข้อมูลในการบริหารจัดการข้อมูล
            1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Minimum Redundancy) การนำข้อมูลมารวมกันเพื่อตัดข้อมูลที่ซ้ำกันออกไป ระบบฐานข้อมูลมี DBMS เป็นซอฟต์แวร์ที่ดูแลจัดการข้อมูลทำให้ควบคุมการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
                2. มีความเป็นอิสระต่อกัน (Data Independence) ระบบฐานข้อมูลมีแหล่งรวมข้อมูลเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ส่วนกลาง มี DBMS ดูแลการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูล
3. สนับสนุนการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Improved Data Sharing) การจัดเก็บข้อมูลไว้ส่วนกลางช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โปรแกรมประยุกต์สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องเพิ่มข้อมูลเข้าไปในระบบอีก
4. มีความคล่องตัวในการใช้งาน (Improved Flexibility) การรวบรวมข้อมูลไว้ที่เดียวกัน มีการควบคุมอยู่ส่วนกลางช่วยให้มีความคล่องตัวในการใช้งานได้มากกว่าระบบไฟล์ข้อมูล DBMS มีเครื่องมือช่วยในการสร้างแบบฟอร์มและรายงานต่าง ๆ ลดขั้นตอน และเวลาในการจัดทำรายงานและการเขียนโปรแกรมได้มาก
5. มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง (High Degree of Data Integrity) ฐานข้อมูลมีระบบรักษาความปลอดภัย โดย DBMS จะตรวจสอบรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ และอนุญาตผู้มีสิทธิเข้ามาในระบบได้เฉพาะสิทธิแต่ละคนเท่านั้น
   
องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
ระบบฐานข้อมูลประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ
1.             ข้อมูล (Data) คือ ข้อมูลและความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล
2.             ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง
3.             ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ระบบปฏิบัติการ และระบบจัดการข้อมูล รวมทั้งโปรแกรมยูทิลิตี้ต่าง ๆ
4.             ผู้ใช้ (Users) คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ผู้เขียนโปรแกรม และผู้ใช้งาน

รูปแบบของฐานข้อมูล (Database Model)
                แบบจำลองฐานข้อมูลอธิบายถึงโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล แบบจำลองมีหลายรูปแบบ คือ

        1. แบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น (Hierarchical Database Model) มีโครงสร้างคล้ายต้นไม้ ข้อมูลมีความสัมพันธ์เรียกว่า One-to-Many  หนึ่งต่อกลุ่ม ข้อมูลจัดเก็บในรูปของ Segment ที่อยู่บนสุด เรียกว่า Root Node ถัดลงมาเรียกว่า Child Node ข้อดีคือมีความซับซ้อนน้อย มีโครงสร้างเข้าใจง่าย เรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัด คือ การเข้าถึงข้อมูลมีความคล่องตัวน้อย เพราะต้องเริ่มจาก Root Segment เสมอ 


           2. แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย (Network Database Model) โครงสร้างเป็นลักษณะ Multi-list Structure มีความสัมพันธ์ของข้อมูลแบบ Many to Many  แต่ละชั้นมี Segment  สามารถมี Parent ได้มากกว่าหนึ่ง เรียก Parent ว่า Owner  ส่วน Child เรียกว่า Member  ความซ้ำซ้อนของข้อมูลมีน้อย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบไป กลับได้ แต่จะเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บพอยน์เตอร์ มีความยุ่งบากในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล
           
         3. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Model) โครงสร้างข้อมูลอยู่ในรูปแบบตาราง เรียกตารางว่า รีเลชั้น แต่ละรีเลชั่น ประกอบด้วย แถวหรือทัพเพิล และคอลัมน์ เรียกว่า แอตทริบิวต์ แต่ละรีเลชั่นจะมีแอตทริบิวต์ เรียกว่า คีย์ บอกถึงความแตกต่างของแต่ละทัพเพิล  เป็นโครงสร้างที่เข้าใจง่าย ข้อมูลมีความเป็นอิสระจากโปรแกรม

การวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติและการค้นหาความรู้ในคลังข้อมูล
                มี 2 ประเภท คือ
1.    การประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ (OLAP)  OLAP เป็นเครื่องมือที่มีความสามารถการค้นหา และการวิเคราะห์ข้อมูลจากคลังข้อมูล ในลักษณะต่าง ๆ เช่น
–  การหมุนมิติ (Rotation) การวิเคราะห์ ดูข้อมูลหลายมิติ หลายมุมมอง
–  การเลือกช่วงข้อมูล (Ranging) สามารถเลือกดูข้อมูลเฉพาะส่วนที่สนใจ และนำมาวิเคราะห์ได้โดยไม่ใช้ข้อมูลทั้งหมด
–  การเลือกระดับชั้นของข้อมูล (Hierarchy) สามารถจัดแบ่งข้อมูลเป็นลำดับชั้น เพื่อให้เรียกดูข้อมูลจากระดับบนแล้วไประดับล่าง ดูรายละเอียดได้
2.     ดาต้าไมนิ่ง (Data Mining)  เป็นเครื่องมือและเทคนิคในการสกัดข้อมูล และประมวลผลข้อมูลเชิงวิเคราะห์ขั้นสูงจากฐานข้อมูลใหญ่ สามารถค้นหารูปแบบ แนวโน้ม พฤติกรรม ความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ภายในข้อมูลเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่
ที่มา : https://pimpanp.wordpress.com/2008/04/26

แบบฝึกหัด บทที่ 2


แบบฝึกหัด บทที่ 2
1. ประเภทของคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ โดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์เป็น 7 ประเภท ได้แก่
                1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด มีราคาสูงมาก สามารถประมวลผลได้ถึงพันล้านคำสั่งต่อวินาที ปัจจุบันมีการนำไปใช้กับงานออกแบบชิ้นส่วนรถ งานวิเคราะห์สินค้าคงคลัง การออกแบบงานด้านศิลปะ
2. คอมพิวเตอร์เมนเฟรมหรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe Computer) มีประสิทธิภาพรองจาก ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน นิยมใช้กับองค์การขนาดใหญ่ที่มีการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน เช่น ธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน การลงทะเบียน บริษัทประกัน
3. มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) หรือเรียกว่า Mid-rang Computer/Sever มี ประสิทธิภาพด้านความเร็วน้อยกว่าเมนเฟรม สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้หลาย คน ตัวอย่างการใช้งานเช่น การคำนวณทางด้านวิศวกรรม การจองห้องพักโรงแรม งานด้านการบัญชีของ องค์การธุรกิจ
4. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือที่เรียกกันว่า PC (Personal Coomputer)
5. คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือบำงครั้งเรียกว่า แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (Laptop Computer) เป็นคอมฯ ที่ มีขนาดเล็ก บาง และน้ำหนักเบา เหมาะแก่การพกพา ใช้กับไฟฟ้ามาตรฐานทั่วไป และแบตเตอรี่
6. Hand-held Personal Computer หรือ Palmtop Computer เป็นคอมฯ ที่มีขนาดเล็กที่สุด หรือที่ เรียกกันว่า PDA (Personal Digital Assistant)
7. คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer) นิยมนำมาใช้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น เครื่องเล่นเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ ตู้ร้องคาราโอเกะ

2. จงบอกขั้นตอนการทำงานพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ตอบ มีขั้นตอนการท างานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย การรับข้อมูล การประมวลผล การแสดงผล และการจัดเก็บข้อมูล หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IPOS Cycle (Input Process Output Storage Cycle)
1. รับข้อมูล (Input) อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น เมาส์ Mouse สแกนเนอร์ (Scanner) ไมโครโฟน (Microphone) และกล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นต้น
2. ประมวลผล (Process) เช่น การค านวณ ภาษี คำนวณเกรดเฉลี่ย
3. แสดงผล (Output) การที่ได้จากการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผล ซึ่งอุปกรณ์ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เครื่องพิมพ์
4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) คือการจัดเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ แผ่นซีดีรอม

3. จงยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับข้อมูล 5 ประเภท
ตอบ อุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices) เป็นอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมมูลเข้าเพื่อเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถ ประมวลผลได้ ได้แก่
1. แป้นพิมพ์ (keyboard) ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยการกดแป้นพิมพ์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีด ประกอบด้วยปุ่มสำหรับพิมพ์อักขระ ตัวเลข เรียกใช้ฟังก์ชันของซอฟต์แวร์ และควบคุมการทำงานร่วมกับปุ่มอื่น ๆ 
2. เมาส์ (mouse) เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้เลื่อนตัวชี้ตำแหน่ง ผู้ใช้สามารถบังคับเมาส์เพื่อควบคุมตัวชี้ตำแหน่งไปมาบนจอภาพได้ ปกติตัวชี้ตำแหน่งของเมาส์จะเป็นลูกศร ซึ่งจะเกิดการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็วกว่าแป้นพิมพ์
3. สแกนเนอร์ (scanner) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หลักการของการส่องแสงไปยังข้อความสัญลักษณ์ หรือ ภาพ ที่ต้องการสำเนาภาพ จากนั้นข้อมูลที่ถูกอ่านจะถูกแปลงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า และเก็บเป็น
ไฟล์ภาพ
4. อุปกรณ์จับภาพ (image capturing devices) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บภาพต้นฉบับในรูปดิจิทัล
5. อุปกรณ์รับเสีง (audio-input device) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลเสียงทั้งเสียงพูด เสียงเพลง และเสียงอื่น ๆ จากนั้นอุปกรณ์จะแปลงสัญญาณเสีงที่มนุษย์เข้าใจให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลได้

4. จงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานด้านเอกสารมา 2 รุ่น
ตอบ       1. รุ่น Lenovo CPU PENTIUM หรือสูงกว่า RAM 4GB ขึ้นไป HDD 500GB ขึ้นไป ใช้ power supply ไม่ต่ำกว่า 450w
2. รุ่น acer  จอภาพแบบ LCD เพื่อถนอมสายตา CPU PENTIUM หรือสูงกว่า RAM 4GB ขึ้นไป HDD 500GB ขึ้นไป ใช้ power supply ไม่ต่ำกว่า 450w

5. จงหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมกับงานด้านการตัดต่อวิดีโอมา 2 รุ่น
ตอบ       1. รุ่น acer CPU I5 หรือสูงกว่า RAM 8GB ขึ้นไป VGA 1050 ขึ้นไป SSD 250 GB หรือสูงกว่าเพื่อถ่ายโอนข้อมูลpower supply 550w ขึ้นไป และเป็น80+ เพื่อการจ่ายไฟได้เต็มกำลังไฟ
และควรมีระบบระบายความร้อนที่ดีด้วย
2. รุ่น Lenovo CPU I5 หรือสูงกว่า RAM 8GB ขึ้นไป VGA 1050 ขึ้นไป SSD 250 GB หรือสูงกว่าเพื่อถ่ายโอนข้อมูล power supply 550w ขึ้นไป และเป็น80+ เพื่อการจ่ายไฟได้เต็มกำลังไฟ
และควรมีระบบระบายความร้อนที่ดีด้วย

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บทที่ 2 การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์


บทที่ 2 การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์

            ขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย
1. รับข้อมูล (Input) คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่รับข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผล อุปกรณ์รับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์ เมาส์ สแกนเนอร์ ไมโครโฟน เป็นต้น
2. ประมวลผล (Process) คอมพิวเตอร์รับข้อมูลเข้าสู่ระบบ จะทำการประมวลผลตามโปรแกรมที่กำหนด
3. แสดงผล (Output)  คอมพิวเตอร์แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผล ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) จัดเก็บข้อมูลในอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ แผ่นซีดีรอม Flash Drive เป็นต้น

ประเภทของคอมพิวเตอร์
จำแนกคอมพิวเตอร์ เป็น 7 ประเภท

1.   ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เก็บเป็นห้อง มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด มีราคาสูงมาก การประมวลผลทำได้พันล้านคำสั่งต่อวินาที ปัจจุบันใช้กับงานออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์ งานวิเคราะห์สินค้าคงคลัง หน่วยงานที่ใช้ ได้แก่ องค์การนาซา AT&T เป็นต้น

2. คอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe Computer) เก็บเป็นตู้แหลก มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ รองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำหลักขนาดใหญ่

3. มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) ประสิทธิภาพในการทำงานในด้านความเร็ว และจัดเก็บข้อมูลน้อยกว่าเมนเฟรม แต่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายคน  ใช้กับธุรกิจขนาดกลาง เช่น การทำงานด้านบัญชีขององค์การ


4.  คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีขนาดเล็กสำหรับโต๊ะทำงาน สถานศึกษา บ้าน ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์มีแบบวางนอน และแนวตั้ง เรียกว่า ทาวเวอร์ ประเภทคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจำแนกได้ดังนี้
- All in one Computer คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรวมจอภาพและหน่วยประมวลผลอยู่  ในอุปกรณ์เดียวกัน
- Workstation คอมพิวเตอร์ราคาสูง ใช้งานด้านคำนวณและกราฟิก
- Stand alone Computer คอมพิวเตอร์ระบบเดี่ยว ทำงานเรียกว่า IPOS cycle ไม่ได้เชื่อมต่อ รับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- Server Computer ให้บริการต่าง ๆ



5.  คอมพิวเตอร์โน้ตบุค (แล็ปท๊อปคอมพิวเตอร์) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก บาง น้ำหนักเบา พกพาไปใช้ในสถานที่ต่างๆ ใช้กับไฟฟ้ามาตรฐานทั่วไป และแบตเตอรี่ ปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์พกพาอีกชนิด คือ Tablet PC คอมพิวเตอร์น้ำหนักเบา หมุนได้ 180 องศา มีแป้นพิมพ์แยกต่างหาก รับข้อมูลโดยใช้ปากกาพิเศษ (Stylus) แบบสัมผัส บนจอได้



6. Hand held Personal Computer หรือ Palmtop Computer คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่สุด เรียกว่า พีดีเอ (PDA) ย่อมาจาก Personal Digital Assistant ใช้ปากกา สไตลัส เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูล พีดีเอที่นิยมใช้ปัจจุบัน เช่น Pocket PC และ Palm

7. คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer) คอมพิวเตอร์ที่ฝังในอุปกรณ์ต่างๆ  ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของอุปกรณ์ เช่น เครื่องเล่นเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ

เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์
การทำงานของระบบของคอมพิวเตอร์ องค์ประกอบหลัก 6 ส่วน คือ

1. อุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices)
แป้นพิมพ์ อุปกรณ์กดเพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์มาตรฐานมีแป้นกด 101 แป้นคอมพิวเตอร์โน้ตบุค มี 105 แป้น
เมาส์  อุปกรณ์ควบคุมการชี้ตำแหน่งบนจอภาพ มี 1-5 ปุ่ม มี 2 แบบ คือ แบบทางกล ใช้ลูกกลิ้งกลมมีน้ำหนักแรงเสียดทานพอดี และ แบบใช้แสงอินฟราเรด Optical Mouse



2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม (Control Unit) ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ทุกส่วน และหน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic/Logic Unit : ALU) คำนวณทางคณิตศาสตร์ และเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์

3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory) เป็นชิปหรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้บันทึกโปรแกรม ข้อมูล บรรจุอยู่บนแผงวงจรหลักเรียกว่า เมนบอร์ด (Mainboard) หน่วยความจำมี 3 ประเภท คือ 
- หน่วยความจำแรม Random Access Memory : RAM อุปกรณ์แผงวงจรเก็บข้อมูลชั่วคราวใช้งานได้ตอนเปิดเครื่อง ข้อมูลจะหายเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ มี 2 ประเภท คือ Static RAM และ Dynamic RAM
- หน่วยความจำรอม Read Only Memory หน่วยความจำบันทึกข้อสารสนเทศและคำสั่งเริ่มต้น ข้อมูลและคำส่งจะไม่ถูกลบหายเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้ สามารถอ่านได้ เรียกว่า PROM (Programmable Read Only Memory)
- หน่วยความจำซีมอส Complementary Metal Oxide Semiconductor : CMOSหน่วยความจำที่เก็บข้อสารสนเทศที่ใช้ประจำของระบบคอมพิวเตอร์





                4. อุปกรณ์แสดงผล (Output Devices) 
- เครื่องพิมพ์ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ
เครื่องพิมพ์แบบกระทบ ใช้หัวเข็มกระทบให้ผ้าหมึกพิมพ์ ได้แก่ เครื่องพิมพ์แบบจุด
เครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ ใช้หมึกฉีดพ่นไปบนกระดาษ ได้แก่ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ เครื่องพิมพ์ฉีกหมึก
- จอภาพ  เรียกว่า มอนิเตอร์ คล้ายจอโทรทัศน์ มีขนาด 14 , 15 และ 17 นิ้ว และจอภาพชนิดแบน หรือจอภาพแอลซีดี

5.   อุปกรณ์การสื่อสาร (Communnication)  

6. อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Devices)  จัดเก็บโปรแกรมและข้อมูลเพื่อใช้ในการประมวลผล จัดเก็บได้ถึงไม่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงก็ตาม อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง ได้แก่ แผ่นดิสเก็ตต์ ฮาร์ดดิสก์ แผ่นคอมแพคดิสก์ แผ่นดีวีดี
การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
                การจัดการกับทรัพยากรไอดีด้านฮาร์ดแวร์ มีประเด็นในการพิจารณา ดังนี้
1.การกำหนดแนวทางจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับความจำเป็นและการแข่งขันธุรกิจในปัจจุบัน
2. การวางแผนระยะยาวในเรื่องของความสามารถและประสิทธิภาพในอนาคตของฮาร์ดแวร์
3. การกำหนดมาตรฐานในการจัดซื้อจัดหาทรัพยากรฮาร์ดแวร์
4. มีงบประมาณดูแลปรับปรุงในระยะยาว
5. ระบุความเสี่ยง จัดหาแนวทางป้องกัน
6. การจัดทำระบบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์

เทคโนโลยีซอฟต์แวร์
                ซอฟต์แวร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) ผู้ใช้จะติดต่อกับซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์
                1. ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ระบบจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) และโปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utillity Programs)
                                - ระบบปฏิบัติการ เป็นชุดคำสั่งที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ระหว่างโปรแกรมประยุกต์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และผู้ใช้ทำงานกับโปรแกรมประยุกต์ ระบบปฏิบัติการปัจจุบัน ได้แก่ ระบบปฏิบัติการดอส (Disk Operating System : DOS) ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (LINUX) ระบบปฏิบัติการยูนิกส์ (UNIX) และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows 98 , Windows ME , Windows XP)  ระบบปฏิบัติการจะถูกเรียกใช้จากฮาร์ดดิสก์ไปไว้ที่หน่วยความจำหลัก และใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์โปรแกรมอื่น ๆ
                                - โปรแกรมอรรถประโยชน์ เป็นซอฟต์แวร์ระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ โปรแกรมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และเสถียรภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมอรรถประโยชน์ เช่น โปรแกรมสำรองข้อมูลที่สำคัญในฮาร์ดดิสก์ โปรแกรมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ โปรแกรมตรวจไวรัส โปรแกรมบีบอัดข้อมูล เช่น WinZip เป็นต้น โปรแกรมเหล่านี้ จะให้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่พัฒนาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานด้านต่าง ๆ  ตามความต้องการของผู้ใช้  การพัฒนาโปรแกรมเพื่อความต้องการขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง เรียกว่า โปรแกรมเฉพาะงาน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงมีการพัฒนาโปรแกรมสำหรับงานทั่ว ๆ ไป เรียกว่า โปรแกรมสำเร็จรูป  ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทั่วไป แบ่งตามประเภทของงานได้ ดังนี้
- โปรแกรมประมวลผล สำหรับสร้าง แก้ไข จัดรูปแบบ จัดพิมพ์เอกสารให้ออกมาในรูปแบบรายงาน จดหมาย สิ่งพิมพ์ โปรแกรมประมวลผลคำในปัจจุบัน ได้แก่ Microsoft Word , WordPerfect , Lotus , Word Pro เป็นต้น
- โปรแกรมด้านการคำนวณ มีลักษณะเป็นกระดาษทำการ (Worksheet) ประกอบด้วยช่องตาราง เรียกว่า เซลล์ เรียงตามแถว และคอลัมน์ พิมพ์ข้อมูล อักษร ตัวเลข สูตรการคำนวณค่าต่าง ๆ ได้แก่ โปรแกรม Microsoft Excel , Lotus 1-2-3 และ Quattro Pro เป็นต้น
- โปรแกรมการนำเสนอข้อมูล เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่สร้างเอกสารในรูปแบบแผ่นสไลด์ เหมาะกับงานนำเสนอหลายรูปแบบ การนำเสนอด้วยภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว การนำเสนอผังองค์การ กราฟสถิติต่าง ๆ โปรแกรมที่นำเสนอ ได้แก่ Microsoft PowerPoint , Freeland Graphics
- โปรแกรมการจัดการด้านฐานข้อมูล เป็นโปรแกรมสร้างฐานข้อมูลนำไปจัดเก็บ จัดการข้อมูลได้  เพิ่ม ลบ การค้นหาข้อมูลตามเงื่อนไข ซึ่งทำได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมการจัดการด้านฐานข้อมูลสามารถประยุกต์เป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลอื่น ๆ ได้ โปรแกรมที่นิยมใช้ปัจจุบัน ได้แก่ Microsoft Access , Microsoft SQL Server เป็นต้น
- โปรแกรมด้านงานพิมพ์ เป็นโปรแกรมสำหรับช่วยผลิตงานสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ เช่น แผ่นพับ ใบปลิว บัตรเชิญ นามบัตร เป็นต้น โปรแกรมที่นิยมใช้ ได้แก่ Microsoft Publisher , Adobe PageMaker
- โปรแกรมกราฟิก เป็นโปรแกรมที่ช่วยสร้างและออกแบบกราฟิกต่าง ๆ  ช่วยเปลี่ยนภาพวาดธรรมดาให้เป็นภาพที่สวยงามด้วยเครื่องมือช่วย เทคนิควิธีทางศิลปะจะทำให้งานกราฟิกมีคุณภาพ โปรแกรมกราฟิกที่นิยมใช้ ได้แก่ Adobe Photoshop , Microsoft Paint , CorelDraw เป็นต้น 
การบริหารทรัพยากรซอฟต์แวร์
ควรคำนึงถึงปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
                1. การจัดหาทรัพยากรซอฟต์แวร์ ขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์การ การดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและพิจารณาในระยะยาว
                2. การเลือกใช้ซอฟต์แวร์สำหรับองค์การ ควรพิจารณา ดังต่อไปนี้
                                - ความเป็นมาตรฐาน ซอฟต์แวร์ที่จัดหาควรสอดคล้อง และง่ายต่อการเรียนรู้
                                - ความเหมาะสมและคุณสมบัติของซอฟต์แวร์นั้นๆ พิจารณาลักษณะงาน และคุณสมบัติเฉพาะของซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ด้วย ความเข้ากันได้ ควรเลือกซอฟต์แวร์ที่เข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการ และฮาร์ดแวร์ที่ได้งานอยู่แล้ว

ที่มา : https://pimpanp.wordpress.com/2008/04/26

แบบฝึกหัดบทที่ 10 เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้

แบบฝึกหัดบทที่ 10 เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้ 1. สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับเนื้อหา 1 หน้ากระดาษรายงานเพื่อเตรียมสอบ ตอบ เทคโนโลยีสารสนเ...